ท้องนอกมดลูก

ภาวะการท้องนอกมดลูก  (Ectopic Pregnancy) เป็นอีกหนึ่งภาวะที่ผู้หญิงหลายๆคนไม่คาดคิดว่าตนจะได้เจอหรือเป็นภาวะนี้ เนื่องจากอาการในระยะเริ่มต้นจะคล้ายกับการตั้งครรภ์ทั่วไปจนคุณแม่อาจไม่ทันได้สังเกต วันนี้ทางเราจะมาอธิบายถึงภาวะการท้องนอกมดลูกว่าคืออะไร หากเป็นภาวะนี้จะมีอาการแบบไหนที่ทำให้ทราบว่ากำลังเผชิญกับภาวะนี้อยู่ และมีวิธีระวังหรือช่วยหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดภาวะนี้ไหม

Table of Contents

การท้องนอกมดลูกคืออะไร

อาการท้องนอกมดลูก

ท้องนอกมดลูก (Ectopic Pregnancy) คือ ภาวะที่ตัวอ่อนไม่ได้ฝังตัวที่โพรงมดลูก แต่ตัวอ่อนไปฝังตัวที่บริเวณอื่นซึ่งมักจะเกิดขึ้นที่บริเวณท่อนำไข่ หรือปีกมดลูก ส่งผลให้ตัวอ่อนไม่สามารถเจริญเติบโตได้ หากไม่ได้รับการรักษาจะก่อให้เกิดความเสียหายกับท่อนำไข่ และอาจส่งผลให้ถึงแก่ชีวิตได้

อาการสัญญาณเตือนท้องนอกมดลูก

ตั้งครรภ์นอกมดลูก

อาการเริ่มแรกท้องนอกมดลูก

อาการของการท้องนอกมดลูกในระยะแรกอาจจะไม่พบอาการอะไรมาก นอกจากอาการที่คล้ายกับการตั้งครรภ์ปกติ เช่น

  • ประจำเดือนขาด
  • มีเลือดออกทางช่องคลอด
  • คลื่นไส้อาเจียน
  • ปวดหัว
  • เจ็บหน้าอก

สัญญาณอันตรายท้องนอกมดลูก

อาการของการท้องนอกมดลูกในระดับขั้นรุนแรง ที่ควรรีบได้รับการรักษา ก่อนที่ท่อนำไข่จะเกิดความเสียหาย คือ

  • ปวดท้องบริเวณอุ้งเชิงกราน
  • มีเลือดไหลจากช่องคลอดจำนวนมาก
  • ปวดไหล่ ปวดคอ ปวดต้นขา
  • ปวดร้าวไปถึงบริเวณทวารหนัก
  • หน้ามืด เป็นลม หรือมีภาวะช็อค
ฝากครรภ์และตรวจครรภ์สม่ำเสมอ ลูกสมบูรณ์ แข็งแรง ลดโอกาสแท้ง ปรึกษาแพทย์ฟรี คลิก

ท้องนอกมดลูกเกิดจากสาเหตุใด

การท้องนอกมดลูก เกิดได้จากหลายหลายสาเหตุ ดังนี้

  • ท่อนำไข่มีลักษณะผิดรูป ทำให้ตัวอ่อนไม่สามารถเครื่องที่ไปฝังตัวที่โพรงมดลูกได้
  • อุ้งเชิงกรานอักเสบจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
  • มีรอยแผลและพังผืดจากการผ่าตัด
  • เคยมีประวัติการท้องนอกมดลูกมาก่อน
  • การทำหมันหรือการแก้หมันหญิง
  • การใช้ยาและการใช้ฮอร์โมน
  • ความไม่สมดุลของฮอร์โมนในกระบวนการตั้งครรภ์
  • ตั้งครรภ์ช่วงที่มีอายุ 35 ปีขึ้นไป
  • การใส่ห่วงอนามัยคุมกำเนิด

การตรวจวินิจฉัยท้องนอกมดลูก

สัญญาณเตือนท้องนอกมดลูก

1. การซักประวัติ

แพทย์จะสอบถามประวัติเบื่องต้น เช่น มีประจำเดือนครั้งล่าสุดเมื่อไหร่ มีโรคประจำตัวอะไรไหม ทานยาอะไรอยู่หรือเปล่า และครอบครัวมีใครเคยมีประวัติการท้องนอกมดลูกมาก่อนไหม

2. การตรวจภายใน

แพทย์จะทำการตรวจภายในโดยใช้อุปกรณ์สอดผ่านช่องคลอดเพื่อตรวจความผิดปกติ หรือตรวจบริเวณที่คุณผู้หญิงมีอาการปวดและบริเวณใกล้เคียงที่อาจพบความผิดปกติ เช่น ท่อนำไข่ รังไข่ เป็นต้น

3. การตรวจเลือดหาฮอร์โมน hCG และการตรวจอัลตร้าซาวด์

แพทย์จะเจาะเลือดเพื่อนำไปตรวจครรภ์ เมื่อฮอร์โมนบ่งบอกว่ามีการตั้งครรภ์ แพทย์จะทำการอัลตร้าซาวด์เพื่อหาตัวอ่อนที่ฝังตัวอยู่ในโพรงมดลูก หากตรวจไม่พบตัวอ่อนหรือร่องรอยของตัวอ่อน แพทย์จะวินิจฉัยว่าอาจเป็นการตั้งครรภ์นอกมดลูก

ท้องนอกมดลูกพบได้บ่อยแค่ไหน

สำหรับการท้องนอกมดลูกอาจจะไม่ได้เกิดขึ้นบ่อย มักจะเกิดกับคนที่ท่อนำไข่อุดตันและเกิดการติดเชื้อ ส่งผลให้มีโอกาสเกิดการท้องนอกมดลูกได้ สำหรับครอบครัวใดที่อยากมีลูกและกำลังวางแผนในการมีลูก ควรตรวจสุขภาพทั้งภายนอกและภายใน เมื่อตรวจพบความผิดปกติจะได้รักษาได้ทันเสียก่อน

กลุ่มเสี่ยงมีโอกาสท้องนอกมดลูก

สำหรับผู้ที่เสี่ยงตั้งครรภ์นอกมดลูก ได้แก่

  • อายุในการตั้งครรภ์ หากตั้งครรภ์ในช่วงที่อายุมากๆ หรือตั้งแต่ 35 ปีขึ้นไปจะส่งผลให้เกิดความเสี่ยงในการท้องนอกมดลูกสูงขึ้น
  • เคยท้องนอกมดลูกมาก่อน หากคุณแม่ที่เคยท้องนอกมดลูกมาก่อนจะมีโอกาสเกิดการท้องนอกมดลูกซ้ำมากกว่าคนที่ไม่เคยมีประวัติการท้องนอกมดลูกมาก่อน
  • ผ่านการผ่าตัดมาก่อน หากเคยผ่านการผ่าตัดบริเวณท่อนำไข่มาก่อนจะทำให้เกิดพังผืดหรือทำให้ท่อนำไข่ตีบตันในบางส่วน ส่งผลให้เสี่ยงต่อการท้องนอกมดลูก
  • เคยมีประวัติติดเชื้อบริเวณอุ้งเชิงกราน การติดเชื้อจะส่งผลให้ขนเล็กๆที่ทำหน้าที่ลำเลียงไข่ถูกทำลาย ไข่ที่ถูกปฏิสนธิจะไม่ถูกส่งไปยังโพรงมดลูกและทำให้เกิดการท้องมดลูกได้
ฝากครรภ์และตรวจครรภ์สม่ำเสมอ ลูกสมบูรณ์ แข็งแรง ลดโอกาสแท้ง ปรึกษาแพทย์ฟรี คลิก

ภาวะแทรกซ้อนจากการท้องนอกมดลูก

ภาวะแทรกซ้อนที่อาจะเกิดขึ้นหากมีการท้องนอกมดลูกแล้วรักษาไม่ทัน จะทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง เนื่องจากท่อนำไข่ และอวัยวะบริเวณที่ไข่ฝังตัวเกิดความเสียหาย มีการฉีกขาด และการติดเชื้อ อาจทำให้คุณแม่มีการตกเลือด ภาวะเลือดแข็งตัวในหลอดเลือด ภาวะช็อค และอาจส่งผลให้มีอันตรายถึงแก่ชีวิต

วิธีรักษาภาวะท้องนอกมดลูก

1. การรักษาด้วยใช้ยา

การใช้ยาโดยการใช้ยาเคมีบำบัด คือ ยาเมโธเทรกเซท (Methotrexate) ซึ่งเป็นยาที่ยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์ หากใช้ยาแล้วไม่มีการตอบสนองต่อการรักษา แพทย์จะพิจารณาให้เข้ารับการผ่าตัดต่อไป

2. การรักษาด้วยการผ่าตัด

การผ่าตัดแพทย์จะทำการกรีดท่อนำไข่ นำตัวอ่อนออกและเย็บซ่อมท่อนำไข่ วิธีนี้จะเป็นการรักษาท่อนำไข่ไว้แต่จะมีโอกาสเกิดตั้งครรภ์นอกมดลูกซ้ำ หรือการผ่าตัดท่อนำไข่ออก โดยวิธีการผ่าตัดแบ่งเป็น 2 วิธีคือ การผ่าตัดแบบเปิดหน้าท้องและการผ่าตัดแบบส่องกล้อง ซึ่งการผ่าตัดส่องกล้องผู้ป่วยจะมีแผลเล็กกว่าและฟื้นตัวเร็วกว่าการผ่าตัดแบบเปิดหน้าท้อง

3. การรักษาภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ

การรักษาภาวะแทรกซ้อน ได้แก่ ภาวะช็อคจากการเสียเลือดมาก อาจจะต้องรับเลือดทดแทน ภาวะอักเสบติดเชื้อ อาจต้องได้รับยาลดการอักเสบและยาปฏิชีวนะร่วมด้วย

วิธีป้องกันการท้องนอกมดลูก

ท้องนอกมดลูกเกิดจากกรณีใด

ภาวะท้องนอกมดลูกเป็นภาวะที่ไม่สามารถควบคุมได้ แต่สามารถลดปัจจัยเสี่ยงที่อาจก่อความเสียหายต่ออวัยวะในช่องท้องและระบบสืบพันธุ์ ที่จะนำไปสู่การท้องนอกมดลูกได้ คือ

  • มีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัย ใช้ถุงยางอนามัยเมื่อมีเพศสัมพันธ์ทุกครั้ง และไม่ควรเปลี่ยนคู่นอนบ่อย เพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และการอักเสบติดเชื้อบริเวณอุ้งเชิงกราน
  • ดูแลสุขภาพ ไม่สูบบุหรี่ เพราะผู้ที่สูบบุหรี่หรือเคยสูบบุหรี่มีความเสี่ยงสูงในการท้องนอกมดลูกมากกว่าคนที่ไม่สูบบุหรี่
  • คุณแม่ควรสังเกตอาการขณะตั้งครรภ์ โดยหากมีอาการปวดท้องมากเกินไป มีเลือดออกที่ช่องคลอดผิดปกติ ควรรีบมาพบแพทย์โดยเร็ว

คำถามที่พบบ่อย

ท้องนอกมดลูก ตรวจครรภ์เจอไหม

หากท้องนอกมดลูก แล้วตรวจครรภ์จะขึ้น 2 ขีดปกติ เพราะการท้องนอกมดลูกถือเป็นการตั้งครรภ์ชนิดหนึ่ง แต่ตัวอ่อนจะไม่ได้ไปฝังตัวที่บริเวณโพรงมดลูกเท่านั้นเอง

ท้องนอกมดลูก สามารถเก็บลูกไว้ได้ไหม

หากท้องนอกมดลูกไม่สามารถเก็บลูกไว้ได้ เนื่องจากหากแพทย์ตรวจว่าเป็นการท้องนอกมดลูกแพทย์จะทำการรีบรักษาหรือผ่าตัดให้เร็วที่สุด เพื่อไม่เกิดอันตรายต่อคุณแม่นั่นเอง

ท้องนอกมดลูก แพ้ท้องไหม

ในภาวะของการท้องนอกมดลูกในระยะเริ่มต้น จะมีอาการแพ้ท้องเหมือนคนท้องปกติทั่วไป แต่หากปล่อยไว้โดยไม่ได้รับการตรวจเช็คก็จะทำให้อาการค่อยรุนแรงมากยิ่งขึ้น

ข้อสรุป

การท้องนอกมดลูก คือ การที่ตัวอ่อนไม่ได้ไปฝังตัวที่โพรงมดลูก แต่กลับไปฝังตัวที่บริเวณท่อนำไข่ และส่งผลให้ตัวอ่อนไม่สามารถเจริญเติบโตได้ อาการเริ่มแรกจะเหมือนกับคนท้องทั่วไป เช่น ประจำเดือนขาด อาเจียน ปวดหัว เจ็บหน้าอก แต่หากปล่อยไว้อาการจะรุนแรงมากขึ้น เช่น มีเลือดไหลที่ช่องคลอดจำนวนมาก ปวดบริเวณอุ้งเชิงกราน หน้ามืด เป็นลม มีภาวะช็อค 

หากคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ท่านไหนมีอาการที่กล่าวมาข้างต้น ควรรีบเข้าพบแพทย์เพื่อให้แพทย์ตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียด เมื่อตรวจพบว่ามีการท้องนอกมดลูกจริงๆแพทย์จะช่วยทำการรักษาได้ทันเวลา ทั้งนี้หากท่านใดมีข้อสงสัยสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ Line : @beyondivf